กระจง…สัตว์กีบขนาดเล็กที่สุดของโลก
ข้อความ : ธรรมชาติศึกษา ชุดที่ 2 เล่มที่ 5 ลำดับ 11 ฉบับแนะนำสัตว์ป่าเมืองไทย 2521 หน้า 450-453

สัตว์เคี้ยวเอื้องตัวเล็กๆ ที่เราเรียกว่า กระจง นี้ ดูจากลักษณะภายนอกแล้ว หลายคนคงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นกวางขนาดเล็กชนิดหนึ่ง แม้แต่ชาวผิวขาวเองยังชอบเรียกสัตว์เคี้ยวเอื้องนี้ว่า Mouse Deer ซึ่งแปลว่า กวางหนู แต่จากการตรวจดูลักษณะทางกายวิภาควิทยาแล้ว มันมีเชื้อสายใกล้ชิดกับอูฐและหมูมากกว่ากวางเสียอีก

ชื่อที่ชาวผิวขาวนิยมใช้เรียกกระจงอีกชื่อหนึ่งคือ Chevrotain คำนี้เพี้ยนมาจากคำว่า Chevrotin ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งแปลว่า ลูกกวางที่มีอายุไม่เกิน 6 เดือน คงเป็นเพราะมันมีรูปร่างและลวดลายสีสันใกล้เคียงกับลูกกวางนั่นเอง จึงได้ชื่อเช่นนี้

ในประเทศไทย คนไทยในบางท้องที่ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกกระจงอีกชื่อว่า ไก้ และชื่อของกระจงยังปรากฏอยู่ในวรรณคดีไทยบางเรื่องอีกด้วย โดยเฉพาะใน กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ของ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ ซึ่งทรงบรรยายถึงกระจงไว้ดังนี้

กระจงกระจิดเตี้ย……………………..วิ่งเรี่ยเรี่ยน่าเอ็นดู
เหมือนกวางอย่างตาหู………………มีเขี้ยวน้อยสร้อยแนมสอง

กระจงกระจิดหน้า…………………….เอนดู
เดินร่อยเรี่ยงามตรู…………………….กระจ้อย
เหมือนกวางอย่างตาหู………………ตีนกีบ
มีเขี้ยวขาวน้อยช้อย…………………..แนบข้างเคียงสอง

ส่วนในประเทศมาเลเซีย มีการกล่าวถึงกระจงไว้ในนิทานพื้นเมืองของชาวมาเลเซียด้วย ทำนองเดียวกับสุนัขจิ้งจอกในนิทานพื้นเมืองของอังกฤษเรื่อง สุนัขจิ้งจอกกับองุ่นเปรี้ยว

บรรพบุรุษ

นักสัตวศาสตร์จัดกระจงไว้ในวงศ์ Tragulidae ในอันดับ Arctiodactyla ซึ่งจำแนกออกได้ 2 สกุล คือ สกุล Tragulus ซึ่งมีอยู่ 3 ชนิด แพร่กระจายอยู่ในเขตร้อนของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสกุล Hyemoschus ซึ่งมีอยู่เพียงชนิดเดียว และอาศัยอยู่ในป่าร้อนชื้นทางด้านตะวนตกของทวีปแอฟริกา

กระจงเป็นสัตว์กีบที่ค่อนข้างโบราณมากจำพวกหนึ่ง เพราะอุบัติขึ้นมาบนโลกนี้ตั้งแต่ยุคไมโอซีน (Miocene) คือ เมื่อราว 25,000,000 ปีที่ผ่านมา เพราะเคยขุดค้นพบซากดึกดำบรรพ์ (fossil) ของกระจงโบราณ ซึ่งประมาณว่ามีอายุอยู่ในยุคนั้น และในเวลาต่อมาจัดให้อยู่ในสกุล Dorcathorium เชื่อกันว่ากระจงโบราณนี้ ครั้งหนึ่งเคยมีชุกชุมและอาศัยอยู่ทั่วทั้งทวีปยุโรปและทวีปเอเชีย และมีชีวิตอยู่เรื่อยมาจนกระทั่งสูญพันธุ์ไปในยุคไพโอซีน (Piocene) คือ เมื่อราว 13,000,000 ปีที่ผ่านมา

Dorcathorium หรือ กระจงโบราณนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ขุดค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของมันได้ ก่อนที่จะมีการค้นพบกระจงแอฟริกันในสกุล Hyemoschus เสียอีก กระจงสองสกุลนี้มีลักษณะโครงสร้างของร่างกายคล้ายคลึงกันมากทีเดียว ด้วยเหตุนี้ ครั้งหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์จึงเคยรวมกระจงแอฟริกันไว้ในสกุล Dorcathorium

สัตว์กีบคล้ายกวาง

กระจงเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก รูปร่างเมื่อดูเผินๆ คล้ายกวาง แต่ไม่มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมีย หัวเล็ก และหน้าแหลมคล้ายหน้าหนู รูจมูกแคบรีอยู่ตรงปลายจมูกที่เปลือยเปล่า นัยน์ตากลมโต หูเล็ก ขาผอมเล็กลีบ และมีขนาดไม่โตไปกว่าดินสอดำแท่งหนึ่ง จึงดูขาของมันค่อนข้างยาว มีนิ้วเท้าข้างละ4 นิ้ว ซึ่งเจริญดีมาก กระดูกไหปลาร้าสมบูรณ์ ตัวเมียมีเต้านมอยู่ 4 เต้า

ขนของกระจงมีลักษณะสั้นและอัดแน่น โดยทั่วๆ ไป ส่วนบนของลำตัวมักมีสีน้ำตาลเข้ม มีจุดและลายสีขาวๆ บ้าง ส่วนใต้ของลำตัวมักเป็นสีขาว ลวดลายและสีสันดังกล่าวนี้ช่วยทำให้มันรอดพ้นจากสายตาของศัตรูได้ เพราะพรางตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

แม้ว่ากระจงจะได้ชื่อว่า Mouse Deer แต่จากการศึกษาลักษณะโครงสร้างของร่างกาย มันมีลักษณะแตกต่างจากกวางมาก และยังแตกต่างจากสัตว์เคี้ยวเอื้องชนิดอื่นๆ อีกหลายจำพวก เช่น ยีราฟ วัว ควาย แพะ และแกะ ทั้งนี้เพราะกะเพาะอาหารของกระจงแบ่งออกเป็นห้อง (chamber) ได้เพียง 3 ห้องเท่านั้น ห้องที่ 4 คือ แอบโบมาซุม หดหายไป จึงผิดกับกวางและสัตว์เคี้วเอื้องดังกล่าวที่มีกะเพาะอาหารแบ่งออกเป็น 4 ห้อง ซึ่งมีชื่อว่า รูเมน (rumen) เรติคิวลั่ม (reticulum) ซอลเตอเรียม (Psalterium) และ แอบโบมาซุม (Abomasum) ตามลำดับ

ลักษณะนิ้วเท้าของกระจงผิดกับกวางและสัตว์เคี้ยวเอื้องอื่นๆ เช่นกัน เพราะแม้ว่าสัตว์เคี้ยวเอื้องทุกชนิดจะมีนิ้วเท้าข้างละ 4 นิ้ว แต่เฉพาะกระจงเท่านั้นที่มีนิ้วเท้าเจริญดีครบบริบูรณ์ทั้ง 4 นิ้ว กวางและสัตว์เคี้ยวเอื้องชนิดอื่นๆ มีนิ้วเท้าเจริญดีเพียง 2 นิ้วเท่านั้น อีก 2 นิ้วข้างๆ เป็นกีบติ่งที่ไม่มีส่วนช่วยในการเดินหรือวิ่งเลย เพราะกระดูกนิ้วเท้าไม่ครบบริบูรณ์

สำหรับลักษณะภายนอกที่แตกต่างจากกวาง นอกจากกระจงจะไม่มีเขาแล้ว มันยังไม่มีต่อมหัวตา (facial gland) ที่ข้างหน้าตาอีกด้วย ผิดกับกวางซึ่งมีต่อมหัวตาที่ข้างหน้าตา นอกจากนี้ ต่อมที่เท้า (foot gland) ซึ่งพบในกวาง ก็ไม่พบในกระจง นักวิทยาศาสตร์บางคนอธิบายรูปร่างลักษณะภายนอกของกระจงว่า คล้ายคลึงกับ อากูติ (agouti) ซึ่งเป็นสัตว์ฟันแทะ (rodent) ในวงศ์ Dasyproctidae ที่พบในอเมริกาใต้มากกว่ากวางเสียอีก

กระดูกขา

กระดูกขาของกระจงผิดกับกระดูกขาของกวางและสัตว์เคี้ยวเอื้องอื่นๆ มาก กระจงมีกระดูกฟิบูล่า (fibula) ยาวตลอดความยาวของขาท่อนล่างทั้ง 4 ขา และขาของกระจงมีกระดูกนิ้วครบถ้วน คือมีทั้งกระดูก metacarpal และ กระดูก metatarsal

กระจงเอเชียในสกุล Tragulus นั้น กระดูก metacarpal และกระดูก metatarsal มารวมกันเป็นกระดูกแคนนอน (cannon bone) เช่นเดียวกับสัตว์เคี้ยวเอื้องอื่นๆ ก็จริง แต่ว่ายังรวมกันไม่สนิทนัก และแผ่นกระดูกแคนนอนของกระจงยังดูกว้างกว่าของกวางและสัตว์เคี้ยวเอื้องอื่นๆ อีกด้วย

สำหรับกระจงแอฟริกันในสกุล Hyemoschus นั้น กระดูก metacarpal และกระดูก metatarsal ยังเป็นอิสระต่อกัน ยังไม่มารวมกันแบบกวางและสัตว์เคี้ยวเอื้องอื่นๆ แต่ในภายหลังพบว่า กระดูก metacarpal และกระดูก metatarsal ของกระจงแอฟริกันมารวมกันเมื่อมันมีอายุมากขึ้นแล้วเท่านั้น กระจงแอฟริกันนี้ยังแตกต่างจากกระจงเอเชียตรงลักษณะการยืนด้วยกีบหรือนิ้วเท้าอีกด้วย เพราะกระจงแอฟริกันยืนด้วยปลายนิ้ว ดังนั้นนิ้วข้างทั้ง 2 นิ้วจึงไม่แตะพื้น

ฟันและเขี้ยว

กระจงมีฟันทั้งหมด 34 ซี่ ฟันบนมี 14 ซี่ คือ ฟันฉีก (canine) 2 ซี่ ฟันรองกราม (premolar) 6 ซี่ และฟันกราม (molar) 6 ซี่ ฟันตัด (incisor) ข้างบนไม่มี ฟันล่างมี 20 ซี่ คือ ฟันตัด 6 ซี่ ฟันฉีก 2 ซี่ ฟันรองกราม 6 ซี่ และฟันกราม 6 ซี่ ซึ่งเขียนเป็นสูตรฟัน (dental formula) ได้ดังนี้

ฟันตัด 0 ฟันฉีก 1-1 ฟันรองกราม 3-3 กราม 3-3 = 34 ซี่
6 1-1 3-3 3-3

กระจงตัวผู้มีฟันฉีกคู่บนเจริญดีมาก มีลักษณะใหญ่ โค้งยาว และปลายแหลม ซึ่งโผล่พ้นใต้ริมฝีปากบนออกมาจนดูคล้ายกับเขี้ยว จึงแตกต่างจากวัวควาย แต่กวางบางชนิด โดยเฉพาะกวางชะมด (Musk Deer) ในสกุล Moschus ซึ่งพบในประเทศจีน มีเขี้ยวแบบนี้เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ นักสัตวศาสตร์บางคนจึงเชื่อว่า กระจงมีเชื้อสายใกล้ชิดกับกวางชะมด แม้ว่าอวัยวะภายในจะแตกต่างกันมากก็ตาม ชื่อสกุลของกระจงแอฟริกัน คือ Hyemoschus นั้นได้มา เพราะลักษณะของเขี้ยวที่คล้ายกับเขี้ยวของกวางชะมดนั่นเอง
สำหรับเขี้ยวของกระจงตัวเมียนั้น สั้นมาก ไม่โผล่พ้นริมฝากบนออกมาให้เห็นชัดเจนอย่างกระจงตัวผู้ ฟันฉีกคู่ล่างคล้ายฟันตัดมาก ฟันรองกรามเกือบทุกซี่ ยกเว้นคู่สุดท้ายใช้ในการบดอาหารและไม่มีฟันรองกรามซี่ใดที่คล้ายคลึงกับฟันฉีกเลย ฟันตัดข้างบนที่ไม่มีนั้น เป็นลักษณะของสัตว์เคี้ยเอื้องทุกชนิด

กระจงเอเชีย หรือ กระจงแท้

กระจงเอเชีย หรือ กระจงแท้ (True Chevrotain) ในสกุล Tragulus ซึ่ง Brisson ได้วิเคราะห์ไว้เมื่อปี พ.ศ. 2305 นั้น มี 3 ชนิด พบในประเทศไทย 2 ชนิด เป็นกระจงที่อาศัยอยู่ในป่าเขตร้อนชื้นแถบมรสุม ตั้งแต่อินเดียและศรีลังกา เรื่อยมาทางตะวันออก ผ่านพม่า ไทย จนมาถึงอินโดจีน ทางใต้ลงไปมลายู ชวา สุมาตรา บอร์เนียว และฟิลิปปินส์ รวมทั้งเกาะบาลาแบค (Balabac) ด้วย

กระจงอินเดีย (Indian Chevrotain; Tragulus meminna) สูงที่ไหล่ราว 25-30 ซม. มีน้ำหนัก 2.25-2.70 กิโลกรัม มีสีสันผิดกับกระจงชนิดอื่นมาก เพราะตามลำตัวมีจุดสีขาวเป็นดวงๆ และเรียงต่อกันเป็นแถบ คล้ายๆ กับกระจงน้ำในทวีปแอฟริกา กระจงชนิดนี้พบทางตอนใต้ของคาบสมุทรอินเดีย และศรีลังกา

กระจงควาย และ กระจงเล็ก

กระจงในประเทศไทยทั้ง 2 ชนิด มีขนสั้นละเอียดปกคลุมลำตัว แต่ขนบริเวณหัวและด้านใต้ของลำตัวจะสั้นกว่าขนในบริเวณอื่นๆ ตอนบนของลำตัวมีสีน้ำตาล ส่วนตอนล่างของลำตัวมีสีขาว คางและใต้คอมีแถบขาวเห็นได้ชัดเจน

กระจงควาย (Larger Malay Mouse Deer; Tragulus napu) เป็นกระจงที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย สูงที่ไหล่ 30-35 ซม. สูงกว่ากระจงเล็กราว 10-13 ซม. มีน้ำหนัก 5-8 กิโลกรัม ลำตัวค่อนข้างออกสีเทา ไม่มีจุดหรือเส้นข้างลำตัว ที่คางมีเส้นเป็นแถบสีขาว 5 เส้น กระจงชนิดนี้พบในคาบสมุทรอินโดจีน ภาคตะวันออกแถบจังหวัดจันทบุรี ภาคตะวันตกแถบเทือกเขาตะนาวศรี และภาคใต้ของประเทศไทย และยังพบเลยลงไปในมลายู สุมาตรา ชวา บอร์เนียว และเกาะเล็กๆ ใกล้เคียงอีกหลายเกาะ รวมทั้งเกาะบาลาแบคของพิลิปปินส์ด้วย

กระจงเล็ก (Lesser Malay Mouse Deer; Tragulus javanicus) เป็นกระจงที่เล็กที่สุด และเป็นสัตว์กีบที่เล็กที่สุดในโลกด้วย ตัวเล็กๆ พอๆ กับ แอนติโลพแคระ (Pygmy or Royal Antelope; Neotragus pygmaeus) ในทวีปแอฟริกา กระจงชนิดนี้สูงที่ไหล่ 20-25 ซม. มีน้ำหนัก 2-2.5 กิโลกรัม ลำตัวมีตั้งแต่สีน้ำตาลแกมแดง จนถึงสีน้ำตาลเข้ม บนหลังไม่มีจุด และข้างลำตัวไม่มีเส้น ที่คางมีเส้นสีขาว 3 เส้น กระจงชนิดนี้พบได้ทั่วๆ ไปในมณฑลหยุนหนานของประเทศจีน คาบสมุทรอินโดจีน และประเทศไทย และพบลงไปถึงมลายู สุมาตรา ชวา บอร์เนียว และเกาะเล็กๆ ใกล้เคียง และแยกออกได้ถึง 25 ชนิดย่อย

ธรรมชาติของกระจงเอเชีย

กระจงเอเชียชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงมากกว่าในป่าโปร่ง และต้องเป็นป่าในระดับต่ำด้วย และมักจะอยู่ไม่ห่างไกลจากน้ำมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ป่าแถบเชิงเขา ซึ่งมันสามารถเข้าไปหลนนอนหรือซ่อนตัวอยู่ตามซอกหิน หรือในโพรงไม้โพรงดินได้ มันจึงมีโพรงที่อาศัยหลับนอนเป็นประจำ และกระจงตัวเมียจะตกลูกในโพรงนี้ด้วย เนื่องจากกระจงเป็นสัตว์ที่ตกใจง่าย และป้องกันตัวเองจากศัตรูไม่ได้ มันจึงมักไม่ชอบไปหากินไกลจากโพรงรังนัก เวลาตกใจอะไรสักอย่าง จะได้วิ่งกลับเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในโพรงรัง

ตามปกติกระจง ทั้งตัวผู้และตัวเมีย ชอบอยู่โดดเดี่ยว จะเข้าคู่เฉพาะในฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น ออกหากินในตอนเช้ามืดและตอนเย็นจวนพลบเป็นส่วนใหญ่ คอยเก็บกินผลไม้ที่ร่วงหล่นอยู่ตามพื้นดินตามโคนต้นไม้ และเล็มหญ้า กล้าไม้ รวมทั้งยอดอ่อนของพุ่มไม้เตี้ยๆ ที่มันเล็มถึง แม้ว่าจำนวนประชากรของกระจงเอเชียในท้องที่ต่างๆ ยังมีอยู่มาก แต่มักจะไม่ค่อยพบเห็นกระจงกันนัก เพราะตอนกลางวันมันหลบนอนในโพรงรัง จะออกหากินเฉพาะในเวลากลางคืน

ในเวลาที่กระจงเดินไปตามพื้นดินนั้น เป็นภาพที่น่าดูมาก เนื่องจากขาของมันลีบเล็ก ในเวลาเดิน ขาของมันจึงดูตรงจนคล้ายกับว่า ไม่มีข้อเข่า มันจะเดินและวิ่งไปด้วยกีบเท้าอันเล็กแหลมของมัน ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าปลายนิ้วก้อยของมนุษย์เสียอีก จนน่ากลัวว่า ขาหรือกีบเท้าของมันจะหักหรือเกิดบาดแผลง่ายๆ ถ้าไปชนอะไรเข้าแม้เพียงเล็กน้อย แต่น่าแปลกที่มันวิ่งได้คล่องแคล่วรวดเร็วมาก ซุกซอกไปตามดงหญ้าดงพืชรกๆ ได้อย่างง่ายดาย และมักจะวิ่งเข้าวิ่งออกจากดงหญ้าดงพืชรกๆ ที่เดิมเป็นประจำ จนดงหญ้าดงพืชนั้นถูกแหวกออกเป็นอุโมงค์ยาว และมักยาวติดต่อกับโพรงรังของมันด้วย

เหยื่ออันโอชะ

เนื่องจากกระจงไม่มีอาวุธใดใดไว้ป้องกันตัว มิหนำซ้ำตัวของมันยังเล็กอีกด้วย จึงมักตกเป็นเหยื่อของแมวป่า เสือไฟ สุนัขจิ้งจอก และงูเหลือมงูหลามอยู่เสมอ ถึงแม้ตัวผู้จะมีเขี้ยวบนที่ยาว แต่ใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ ธรรมชาติจึงสอนให้มันขี้ตกใจง่าย ว่องไวปราดเปรียว และซุกซ่อนตัวเก่ง มันจึงวิ่งลัดเลาะซุกซอกตัวหนีเข้าไปในดงหญ้าดงพืชรกๆ ได้คล่องแคล่วรวดเร็วมาก ประกอบกับลำตัวที่เล็กและสีสันที่กลมกลืนกับดงหญ้าดงพืชรกๆ ทำให้มันเอาตัวรอดไปได้

นอกจากกระจงเอเชียจะตกเป็นเหยื่อของสัตว์กินเนื้อหลายชนิดแล้ว ชาวบ้านยังชอบกินเนื้อของมันอีกด้วย ชาวบ้านมีวิธีง่ายๆ ที่จะเรียกกระจงให้ออกมาจากที่ซ่อน เมื่อเขาเดินเข้าไปในป่า ถ้าหากพบรอยเท้าใหม่ๆ ของกระจง เขาจะเอามือทั้งสองตบไปที่พื้นดินเบาๆ โดยตบถี่เป็นจังหวะคล้ายกับจังหวะเดินของกระจง เมื่อกระจงเจ้าของรอยได้ยินเสียง จะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเสียงจังหวะเดินของกระจงตัวอื่น จึงวิ่งออกมาหา ทำให้ถูกชาวบ้านใช้ปืนยิง หรือ ใช้ไม้ตีจนตาย ได้ง่ายๆ


ลูกกระจง

เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งอยู่ในราวเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม แต่ถือเป็นเกณฑ์แน่นอนไม่ได้ แต่ส่วนมากแล้วมักจะอยู่ในระยะนี้ เพราะจะแตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ด้วย กระจงตัวผู้และตัวเมียจะเข้าคู่กัน หลังจากผสมพันธุ์กันแล้ว กระจงตัวเมียจะอุ้มท้องอยู่ราว 120 วันจึงตกลูก และตกลูกครอกละไม่เกิน 1 ตัว นานๆ สักครั้งจึงมีถึง 2 ตัว แต่หายากมาก โดยกระจงตัวเมียที่ตั้งท้องจะเข้าไปตกลูกในซอกหินหรือโพรงไม้โพรงดิน ลูกกระจงมักเกิดในตอนปลายฤดูฝนหรือต้นฤดูหนาว ซึ่งมีพืชพรรณธรรมชาติอุดมสมบูรณ์

ลูกกระจงที่เกิดออกมาใหม่ๆ มีขนขึ้นเต็มตัวแล้ว มีตัวโตขนาดหนูขาวที่ใช้ทดลองในห้องทดลอง เกิดออกมาได้ไม่นานนัก ก็เริ่มเดินและดูดนมแม่แล้ว พอเจริญเติบโตจนมีอายุได้ 1 เดือน จึงเริ่มเล็มหญ้าและใบไม้ หลังจากนั้นแม่ของมันจะทิ้งไป เพราะมันเจริญเติบโตมากพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว

กระจงน้ำในทวีปแอฟริกา

กระจงแอฟริกัน หรือ กระจงน้ำ (Water Chevrotain) ซึ่งเป็นกระจงชนิดเดียวที่พบในทวีปแอฟริกา มีชื่อวิทยาศาตร์ว่า Hyemoschus aquaticus พบในป่าดิบชื้นที่มีลำธารไหลผ่านในทวีปแอฟริกาตอนกลางไปทางด้านตะวันตก จากประเทศยูกันดา ซาอีร์ และกาบอง ไปจนถึงเซียร์ราลีโอน

กระจงชนิดนี้มีความสูงที่ไหล่ราว 35-40 ซม. ซึ่งสูงกว่ากระจงเอเชียทุกชนิด ขนตามลำตัวมีสีน้ำตาลหรือสีเทาแกมเขียวอ่อน ข้างๆ ลำตัวมีจุดขาวๆ เรียงเป็นแถวหลายแถวแลเห็นได้ชัดเจน และยังมีเส้นสีขาวที่สองข้างปากและลำคออีกด้วย จึงดูเผินๆ คล้ายกับกระจงอินเดีย ใต้หางก็เป็นสีขาว สีสันและลวดลายของกระจงแต่ละตัวจะผิดเพี้ยนแตกต่างกันออกไปบ้าง มีหัวเล็ก จมูกแหลม หางสั้น และขาเล็กเรียว

เรื่องราวของกระจงชนิดนี้ไม่ค่อยรู้จักกันนัก เพราะอาศัยอยู่ในป่าดิบชื้นที่รกทึบ เคยมีรายงานว่า ในเวลาที่มีคนหรือมีอันตรายเข้ามาใกล้ มันจะกระโดดลงไปในน้ำ แล้วดำน้ำหนีหายไป แล้วโผล่ขึ้นมาอีกครั้งเพื่อดูภัยอันตรายตามแพจอกแหน หรือในบริเวณที่มีกิ่งไม้ใบไม้หรือเถาวัลย์ปกคลุมอยู่เหนือน้ำ ซึ่งห่างไกลออกไป นอกจากนี้ มันยังไต่ขึ้นไปตามลำต้นไม้ที่ลาดเอียงเพื่อหลบหนีศัตรูอีกด้วย บางทีก็ไต่ขึ้นไปเพื่อตากแดด

กระจงชนิดนี้ชอบอยู่โดดเดี่ยวเช่นกัน เว้นแต่ในฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งมันจะอยู่ด้วยกันเป็นคู่ ออกหากินในเวลากลางคืน และหากินตามริมน้ำอย่างกับหมู กินทั้งหญ้าและใบไม้ ว่ายน้ำดำน้ำเก่งมาก หลบนอนในเวลากลางวัน ในเวลายืน มันจะยืนด้วยปลายนิ้วหรือกีบเท้า ปลายนิ้วข้างจึงไม่แตะดิน ในเวลาเหนื่อย มันจะพักผ่อนด้วยการงอขาหน้าเข้ามาในท่านั่ง กระจงตัวเมียใช้เวลาตั้งท้อง 120 วันเช่นกันจึงตกลูก

ชาวพื้นเมืองชอบล่ากระจงชนิดนี้เช่นกันเพื่อนำเนื้อไปเป็นอาหาร เขาจะใช้สุนัขล่าเนื้อไล่จับหรือไม่ก็ใช้กับดักหรือตาข่ายยาวๆ ขึงดักไว้ แต่ยังไม่เคยมีรายงานว่า กระจงชนิดนี้ใกล้สูญพันธุ์

กระจงในกรงเลี้ยง

กระจงเป็นสัตว์ป่าที่ค่อนข้างเลี้ยงยากสักหน่อย เพราะอ่อนแอและตกใจง่าย การดูแลเลี้ยงกระจงจึงต้องปฏิบัติอย่างดี มิฉะนั้น มันจะตายได้โดยง่าย โดยเฉพาะในกรงเลี้ยงกระจงนั้น จะต้องมีพื้นเป็นทรายหรือดินปนทราย ถ้าหากพื้นเป็นปูนซีเมนต์ หรือ เป็นพื้นดินที่มีเศษกรวด เศษหินปะปน กระจงจะเป็นโรคกีบเน่าและติดเชื้อ จนตายไปในที่สุด

อาหารที่ให้กระจงนั้น นอกจากหญ้าและใบไม้แล้ว ควรให้ผลไม้ เช่น กล้วยและฝรั่งบ้าง นอกจากนี้ ควรให้ถั่วฝักยาวและมันเทศด้วย ถ้าหากกระจงได้รับการเลี้ยงดูอย่างอุดมสมบูรณ์ มันสามารถผสมพันธุ์และตกลูกในกรงเลี้ยงได้ ในเวลาที่เลี้ยงจนเชื่องแล้ว กระจงเป็นสัตว์ที่น่ารักน่าเอ็นดูมาก

กระจงที่นำมาเลี้ยงกันในสวนสัตว์ มักเป็นกระจงเอเชีย กระจงแอฟริกันนั้นมีเลี้ยงกันน้อยมาก เพราะเลี้ยงยากกว่า ตามปกติ กระจงแอฟริกันเลี้ยงชีวิตด้วยพืชน้ำและรากไม้ แต่ในสวนสัตว์ มันยังกินปลา กุ้ง และแมลงอีกด้วย ซึ่งนับว่าแปลกมาก กระจงแอฟริกันนั้นยากที่จะเลี้ยงในกรง เคยมีรายงานว่า กระจงแอฟริกันตัวหนึ่งในสวนสัตว์ของอังกฤษมีชีวิตอยู่ได้เพียง 1 ปีเท่านั้นเอง